Custom Search

วันที่ห้า : ปราสาทวัดพู มรดกโลก มรดกลาว

วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วซินะ สำหรับทริปชิลเอาต์ลาวใต้ทริปนี้ พวกเราต้องออกจากปากเซ ประมาณ บ่ายสามโมง เพราะเป็นรถรอบสุดท้าย จุดมุ่งหมายสุดท้ายคงเป็นอะไรไม่ได้นอกจาก มรดกโลก อย่างปราสาทวัดพู ซึ่งเราก็ใช้บริการ เจ้าก้อง ที่ดูเหมือนกลายเป็นคนขับรถประจำทริปไปซะแล้ว เจ้าก้อง ก็คิดค่ารถไปกลับ 1300 บาท ไม่รวมค่าเข้า



ข้าวเช้าเป็นร้านแถว ๆ ปากเซพลาซ่าเหมือนเดิม ทุกคนสั่งกันตามใจฉัน อิ่มเสร็จ เจ้าก้องก็บึ่งรถทันที มุ่งลงใต้ไปถึง หลัก 30 (ประมาณ 30 กิโลฯ) เพื่อไปที่แพเรือข้ามฟากไปท่าเรือบ้านพะพิน เมืองจำปาสัก เอารถขึ้นแพกันไปได้เลย คล้ายแพเรือบ้านเรา แถวพระประแดง พวกเราโชคดีไปถึงแพก็เต็มพอดี ก็ออกได้เลย พวกแม่ค้าลาว ก็โดด ขึ้นแพ ตามมาขายของพวกเราด้วย ซึ่งก็ได้ผลทุกครั้งไป งวดนี้ ชิมข้าวหลามเมืองลาวกัน คนไทยชอบกินไปเที่ยวนี่นา ไม่ได้ชอบ กินไปบ่นไป ซักกะหน่อย มองรอบ ๆ ตัวตอนนี้ก็เห็นแม่น้ำโขง แม่น้ำ หลักของ ลาว ที่ยังดูมีเสน่ห์อยู่



ลงแพรถก็ขับไปประมาณ 13 กิโลฯ ก็ถึงทางเข้า ซึ่งจากนี้ต้องเดินไป ปราสาทวัดพู ต้อนรับ พวกเราด้วยบึงน้ำขนาดใหญ่ พร้อมทางเดินดินแดง ยาวสุดสายตา ด้านหน้าเป็นภูเขาสีเขียวจากต้นไม้ ส่วนด้านบนก็ประดับด้วยท้องฟ้าสีสวย ปนกับเมฆก้อนบาง


 

ก่อนเข้าในส่วนของปราสาทก็ต้อง จ่ายค่าเข้าก่อน ที่นี่จะแพงซักหน่อย 30,000 กีบ เพราะเป็นมรดกโลก ปราสาทวัดพูนี้ในสมัยก่อนนั้นเคยใช้เป็น ศาสนาสถานของขอมโบราณ ไล่ตั้งแต่อาณาจักรเจนละ จนถึงอาณาจักรขอมโบราณ ได้สร้างปราสาทหินแห่งนี้ขึ้น แต่สุดท้ายอาณาจักรล้านช้าง ได้เปลี่ยนเทวาลัยในศาสนาฮินดูแห่งนี้ มาเป็นวัดทางศาสนาพุทธนิกายเถรวาด พอพวกเราเดินมาหน่อย ก็จะหาซื้อดอกไม้กระทง พร้อมธูปเทียน สำหรับ สักการะ พระพุทธรูปกัน


 

แม้อากาศเย็น แต่ต้องเดินบันไดขั้นแคบ ขึ้นไปเรื่อยๆ ถึง 3 ชั้น ก็เรียกเหงื่อให้กับพวกเราได้เหมือนกัน แต่ ปราสาทวัดพูก็ ผ่อนคลายพวกเราด้วย ต้นจำปาลาว (ลีลาวดี) ตลอดทางบันได น่าเสียดายว่ายังไม่ได้ช่วงเวลาที่ดอกไม้จำปาลาวบานสะพรั่ง (ช่วง ธ.ค.-เม.ย. เป็นช่วงที่ดอกไม้สวยที่สุด)  ระหว่างชั้นเราก็เห็น ไกด์คนลาว พานักท่องเที่ยวชมปราสาท ซึ่งพวกเราก็เห็นไกด์ สามารถพูดได้ทั้งภาษาไทย อังกฤษ และฝรั่งเศส ส่วนใครอยากลองผูกสายสิญธ์ ก็ลองแวะให้คุณป้าชาวลาวคล้อยสายสิญธ์กันได้





ชั้นบนสุดพวกเราได้เจอปราสาทหิน ที่มีรูปแกะสลักนูนสูงบนแผ่นหิน เป็นรูปเทพ 3 องค์คือ พระศิวะ พระนารายณ์ และพระพรหม แต่ภายในจะมีพระพุทธรูปองค์โตอยู่ภายใน พวกเราได้เห็นวิธีเสี่ยงดวง แบบของทางลาว ด้วยวัดความยาวแขนทังสองข้าง กับไม้ยาว ก่อนจะอธิษฐานจิตขอพรของสิ่งที่หวังว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ โดยให้ตั้งจิตว่าถ้าสำเร็จ ขอให้สั้นลงหรือยาวขึ้นกว่าคราวที่แล้ว จากนั้นก็วัดความยาวแขนทั้งสองข้างอีกรอบ ว่าสั้นลงหรือยาวขึ้น ก็เป็นจบการเที่ยงทาย

 

 

ตอนลงมาจากปราสาทก่อนกลับพวกเราได้เห็น องค์พระนอน ซึ่งดั้งเดิมคงไม่ได้นอนราบกับพื้นแบบนี้ แต่ด้วยความที่ว่าองค์พระคงหักไปตามกาลเวลา ทำให้องค์พระเลยราบไปกับพื้นดิน เป็นจุดที่แปลกตาน่าสนใจอีกจุดหนึ่ง

 

เที่ยงกว่า พวกเราใช้เวลากับ มรดกโลกแห่งนี้อย่างคุ้มค่าทีเดียว หลังจากนั้นก็ให้ เจ้าก้อง ขับไปหาข้าวกลางวันทานระหว่างทาง แถวนั้น เป็นข้าวจานเดียวตามสั่ง หลังจากถึงปากเซ พวกเรายังมีสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำก่อนคือการส่งโปสการ์ดที่ไปรษณีย์ จริงๆ ไปรษณีย์ อยู่ในเมืองปากเซนั่นแหละ แต่พวกเราเที่ยวเช้ากลับเย็น เลยไปไม่ทันปิดซักที ส่วนแสตมป์ ก็หาซื้อไม่ได้เลยในตัวเมือง (พอดีหมด) ส่วนตู้ไปรษณีย์ก็มีพอให้เห็นบ้างแต่ไม่มาก พวกเราเข้าไปไปรษณีย์ลาว เพื่อส่งโปสการ์ดกัน เสร็จแล้วก็ให้เจ้าก้อง ขับไปส่งที่หลัก 2 เพื่อต่อรถ International Bus กลับไปช่องเม็ก ตอนนี้เวลาบ่าย 3 พวกเราเศร้าใจเล็กน้อย เมื่อรู้ว่ารถคันสุดท้าย กำลังออกจากสายตาพวกเราไป ซึ่งเป็นคันสุดท้าย พวกเราอยากจะ จองรถไว้ที่แรก แต่ทางนี้เขาไม่ให้จองล่วงหน้า ต้องมารอเองเท่านั้น

พวกเราคิดถึงเจ้าก้องขึ้นมาทันที ตะโกนเรียกไหว ๆ เจ้าก้องเล่นตัวเล็กน้อย แต่พองาม พร้อมบอกว่าเขาไปไม่ได้ เดี๋ยวจะเรียกพี่ชายเขามาให้เป็นรถเก๋ง แต่คิด 1,000 บาท แหม... มาฟันโชวะ นาทีสุดท้าย ทำไงได้ ยังไงก็ต้องกลับแล้วเพราะตั๋วรถพวกเราก็จอง ไว้แล้ว

 

มาถึงช่องเม็กจนได้ พวกเราทำเรื่องออกจากประเทศลาว กันเสร็จ (เสีย 50 บาทถ้าจำไม่ผิด)  ก็ได้เวลา ชอปปิ้งของฝากนาทีสุดท้าย ที่ตลาดแถวนั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว หรือพ่อค้าฝั่งไทย เอาไปขาย ก็มีทั้งเสื้อยืด   ที่ห้อยกุญแจ สมุนไพร เสื้อผ้า หรือแม้แต่ ตุ๊กตาวูดู 



เสร็จแล้วก็ข้ามด่านเข้ามาฝั่งไทย พวกเราก็หานั่งรถสองแถว ให้ไปส่งที่ท่ารถช่องเม็ก จากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง  จากนั้นก็ต่อรถบขส เพื่อเข้าไปท่าเรือที่ตัวเมืองอุบลฯ รถจากอุบลฯ กลับ กรุงเทพ รอบของพวกเราคือ 22.30 น. ก็เลยพร้อมใจกันไปทาน MK ที่ Big C ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม วันนี้เป็นวันที่เปลี่ยนรถบ่อยมาก ๆ ต่อรถจนเหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็มีความสุขมากสำหรับทริปนี้ หลับบนรถ นครชัยแอร์ กลับถึงกรุงเทพแต่เช้าตรู่

ขอบคุณ

  • เพื่อนร่วมทริปทุกคน ที่ให้หยิบยืมรูปภาพ และแนะนำข้อมูล
  • พี่ติ่ง ที่ให้ข้อมูลเที่ยวลาวใต้
  • หนังสืเพื่อนเดินทาง สำหรับข้อมูลประกอบ

 

- จบ -

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

น่าจะมีรูปด้วยนะคะ จะได้น่าสนใจขึ้นอีก



ถ้ามีโอกาสคงจะได้เยือนลาวซักครั้ง cry

#1 By Paa orKant on 2009-01-14 11:03

ควรค่าแก่การเป็น มรดกโลก ดีแต้ แต้
"สบายดี ลาวใต้"

เจอกันใหม่ที่ทริปหน้าเด้อ...

ปล.พวกเราช่วยกันเดินหาของฝากให้ควั๊ก เกือบไม่ได้ซะแล้วเที่ยวเพลินจนลืมของฝากไปเลยหรือหาไม่ค่อยจะได้นะแต่วันกลับแล้วต้องหาให้ได้สิ ดีใจด้วยนะได้ของฝากซะที confused smile

#2 By ยัยชบา (203.144.240.229) on 2009-01-14 14:31

ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ทริปนี้ไม่ได้เป็นไปดั่งแผนที่วางไว้ล่วงหน้าทุกอย่าง แล้วแต่สถานการณ์จะพาไปทั้งนั้น

#3 By เบนจี้ (192.165.213.18) on 2009-01-14 19:40

รูปสวยมากครับ surprised smile

ไม่เคยไปลาวเลยซักครั้ง
ทริปก็ไม่แพง ดีจัง

#4 By Piyato on 2009-01-14 20:02

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย. All photo are NOT allowed to be used for any purpose without permission. ห้ามนำรูปในบลอคนี้ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น.